ห้องเดียวมีทั้งเด็กเก่งและเด็กเพิ่งเริ่ม สอนยังไงไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เผยแพร่เมื่อ อ่าน 2 นาที
แชร์บทความ:FacebookLINE

ห้องภาษาอังกฤษประถมมีช่วงห่างระดับกว้างกว่าวิชาไหน ๆ เพราะบางคนเรียนพิเศษมาตั้งแต่อนุบาล บางคนเพิ่งเจอ ABC จริงจังที่ ป.1 การสอนที่เล็งกลางห้องพอดีจึงพลาดทั้งสองปีก: เด็กหน้าห้องเบื่อจนป่วน เด็กหลังห้องตามไม่ทันจนปิดสวิตช์ โจทย์ไม่ใช่สอนให้เท่ากัน แต่คือให้ทุกคนได้งานที่ตึงมือพอดีของตัวเอง

โครงงานสามชั้น: ฐานเดียว เพดานต่างกัน

ทุกกิจกรรมออกแบบให้มีสามระดับซ้อนกัน: งานฐานที่ทุกคนต้องถึง (จับคู่คำกับภาพ 8 ข้อ) งานต่อยอดสำหรับคนเสร็จเร็ว (เขียนประโยคจากคำเหล่านั้น 3 ประโยค) และงานท้าทายปลายเปิด (แต่งเรื่องสั้นจากคำทั้งหมด) เด็กทุกคนเริ่มจุดเดียวกัน ไม่มีใครถูกประกาศว่าอยู่กลุ่มอ่อน แต่เพดานเปิดให้ไปได้ไกลเท่าที่แรงถึง

ใบงานที่จัดชุดเป็นระดับ 1-2-3 ต่อหัวข้อเดียวกันคือเครื่องมือสำเร็จรูปของโครงนี้ ห้องเรียนหัวข้อเดียวกันทั้งห้อง แต่มือแต่ละคนถืองานคนละความยาก

ระบบบัดดี้: เปลี่ยนช่วงห่างให้เป็นทรัพยากร

จับคู่เด็กเก่งกับเด็กที่ยังตาม โดยตั้งบทบาทให้เกียรติทั้งคู่: คนหนึ่งเป็นกัปตัน อีกคนเป็นนักบิน กัปตันมีหน้าที่ช่วยเมื่อนักบินขอ ไม่ใช่ทำแทน งานวิจัยเรื่อง peer tutoring ชี้ตรงกันว่าคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือเด็กเก่งที่ได้สอน เพราะการอธิบายให้คนอื่นเข้าใจคือการเรียนรู้ขั้นลึกที่สุด ส่วนเด็กที่ยังตามได้ครูส่วนตัวที่พูดภาษาเดียวกัน

สลับคู่ทุกเดือนกันความเบื่อและกันการติดหนึบเป็นกลุ่มถาวร

สิ่งเดียวที่ห้ามทำ

อย่าแบ่งกลุ่มถาวรตามระดับแบบให้ทั้งห้องรู้ กลุ่มเก่ง กลุ่มอ่อน คือป้ายที่เด็กแบกไปทั้งปี เด็กที่ถูกจัดกลุ่มอ่อนตั้งแต่เทอมหนึ่งจะเลิกพยายามเพราะเชื่อว่าตำแหน่งตัวเองถูกตัดสินแล้ว ระดับควรอยู่ที่ตัวงานในมือซึ่งเปลี่ยนได้ทุกสัปดาห์ ไม่ใช่ที่ตัวเด็กซึ่งจะติดไปถึงมัธยม

แชร์บทความ:FacebookLINE