ห้องเรียนไทยส่วนใหญ่โตมากับการท่องศัพท์: ครูให้ลิสต์คำ เด็กท่อง สอบตัวสะกด จบ ส่วนแนวโฟนิกส์ที่มาแรงในช่วงหลังบอกว่าต้องสอนเสียงก่อน ให้เด็กอ่านคำใหม่ได้ด้วยตัวเอง คำถามคือแบบไหนถูก คำตอบตรงไปตรงมา: ทั้งคู่ถูก แต่คนละงาน
โฟนิกส์คือเครื่องมืออ่านคำใหม่
เด็กที่ได้โฟนิกส์แน่น เจอคำที่ไม่เคยเห็นอย่าง pond ก็อ่านได้เลยโดยไม่ต้องมีใครบอก นี่คือสิ่งที่การท่องจำให้ไม่ได้ เพราะการท่องได้เฉพาะคำที่เคยท่อง ลองนึกภาพว่าภาษาอังกฤษมีคำเป็นแสน เด็กท่องทันแค่ไหนก็ไม่พอ โฟนิกส์จึงเป็นฐานที่ขาดไม่ได้ของการอ่าน
การจำคำเป็นภาพก็จำเป็น ในที่ที่ควรอยู่
แต่ภาษาอังกฤษมีคำที่สะกดไม่ตรงเสียงเยอะมาก เช่น the, one, said, was คำพวกนี้ฝืนสะกดตามเสียงแล้วได้คำผิด จึงต้องจำเป็นภาพ และคำศัพท์เฉพาะหมวดอย่างชื่อสัตว์ ชื่อสี ก็เรียนเร็วกว่าผ่านการจับคู่ภาพกับคำซ้ำ ๆ ซึ่งก็คือการจำรูปแบบหนึ่ง
สัดส่วนที่ใช้ได้จริงในห้อง ป.1-3 คือ ฝึกโฟนิกส์เป็นแกนทุกสัปดาห์ และสอดแทรกคำจำกับคำศัพท์หมวดควบคู่ไป ประมาณ 70 ต่อ 30
สัญญาณว่ากำลังเอียงผิดข้าง
- เด็กท่องศัพท์ได้เป็นร้อยคำ แต่เจอคำง่าย ๆ ที่ไม่เคยเห็นแล้วอ่านไม่ได้เลย = ท่องมากไป ฐานโฟนิกส์หาย
- เด็กสะกดทุกคำแม้แต่ the กับ was แล้วอ่านช้ามาก = โฟนิกส์เกินขอบเขต ต้องเพิ่มคำจำ
- เด็กอ่านออกแต่ไม่รู้ความหมายสักคำ = ขาดคำศัพท์หมวด ต้องเพิ่มใบงานจับคู่ภาพกับคำ



