สอนโฟนิกส์ ป.1-3 เริ่มยังไงให้เด็กอ่านออกจริง
เผยแพร่เมื่อ อ่าน 2 นาที
แชร์บทความ:FacebookLINE

เด็กจำนวนมากท่อง A-Z ได้ตั้งแต่อนุบาล แต่ขึ้น ป.2 แล้วยังอ่านคำว่า cat ไม่ออก สาเหตุไม่ใช่เด็กไม่เก่ง - แต่เพราะการท่องชื่อตัวอักษร ("เอ บี ซี") เป็นคนละทักษะกับการอ่าน การอ่านต้องเริ่มจาก "เสียง" ของตัวอักษร ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่าโฟนิกส์ (Phonics)

บทความนี้สรุปลำดับการสอนที่ใช้ได้จริงในคาบภาษาอังกฤษของโรงเรียนไทย ไม่ต้องมีสื่อแพง ไม่ต้องพูดอังกฤษคล่อง ก็เริ่มได้

ขั้นที่ 1: สอนเสียง ไม่ใช่ชื่อ

กติกาเดียวที่เปลี่ยนทุกอย่าง: เวลาโชว์ตัวอักษร ให้ออก "เสียง" ของมันก่อนเสมอ - s คือ "สส" ไม่ใช่ "เอส", m คือ "มม" ไม่ใช่ "เอ็ม" ชื่อตัวอักษรค่อยตามมาทีหลังเมื่อเด็กอ่านคำได้แล้ว

ลำดับตัวอักษรที่แนะนำให้สอนก่อนคือกลุ่ม s, a, t, p, i, n เพราะแค่ 6 ตัวนี้ก็ประกอบคำได้หลายสิบคำแล้ว (sat, pin, tap, nap, sit) เด็กได้ "อ่านออกจริง" ตั้งแต่สัปดาห์แรก ซึ่งสำคัญกับกำลังใจมากกว่าอะไรทั้งหมด

ครูไทยสาธิตการออกเสียงโฟนิกส์ให้เด็กประถมสังเกตตำแหน่งปากและเลียนแบบ
เริ่มจากการฟังและออกเสียงทีละเสียง แล้วให้เด็กสังเกตปากและตอบสนองด้วยสื่อจับต้องได้

ขั้นที่ 2: ผสมเสียง (Blending) ทีละคำสั้น ๆ

พอเด็กจำเสียงได้สัก 5-6 ตัว ให้เริ่มลากเสียงต่อกันเป็นคำทันที อย่ารอให้ครบ 26 ตัว เทคนิคที่ได้ผลคือ "ลากช้า แล้วเร่ง": ส-ะ-ท → ส-ะท → sat ทำซ้ำหน้ากระดานพร้อมกันทั้งห้อง เสียงดัง ๆ สนุก ๆ

  • ใช้คำ 3 เสียง (CVC) เท่านั้นในเดือนแรก: cat, dog, sun, pen
  • อย่าเพิ่งแตะคำที่สะกดไม่ตรงเสียง เช่น the, was - บอกเด็กว่า "คำพวกนี้เป็นคำจำ" แล้วแยกสอน
  • เด็กที่ผสมเสียงช้า ไม่ได้แปลว่าไม่เข้าใจ - ให้เวลาและลดจำนวนคำ ไม่ใช่เพิ่มการติว

ขั้นที่ 3: ฝึกซ้ำด้วยใบงานที่ออกแบบมาตามลำดับ

โฟนิกส์เป็นทักษะที่ต้อง "ทำซ้ำ" ไม่ใช่ "ฟังซ้ำ" - เด็กต้องได้เขียน จับคู่ ลากเส้น และอ่านเองทุกคาบ ใบงานที่ดีสำหรับช่วงนี้ควรมีภาพประกอบชัด คำสั่งสั้น และไล่ความยากทีละขั้นตามกลุ่มเสียงที่สอนไปแล้ว ไม่กระโดดข้าม

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุดคือใช้ใบงานที่รวมทุกเสียงปนกันตั้งแต่ต้น เด็กที่ยังแม่นแค่ 6 เสียงจะเดามั่วทันที และการเดามั่วคือนิสัยการอ่านที่แก้ยากที่สุด

แชร์บทความ:FacebookLINE